Saturday, November 26, 2005

ความถูกต้อง

ทุกคนมักถูกต้องเสมอ
(แต่) ไม่มีใครถูกต้องตลอดกาล
ในมุมมองของบุคคล เขาอาจถูกต้อง
แต่ในมุมมองที่กว้างออกไปก็ใช่จะถูกต้องเสมอ
และในมุมมองที่สมบูรณ์ที่สุด อาจไม่มีใครถูกต้องเลยก็ได้

โดย Edward De Bono

Wednesday, November 23, 2005

เมื่อลมหนาวพัดมา

ปีนี้ ... ในที่สุดลมหนาวก็ได้เริ่มพัดมา มาพร้อมกับเสียงเงียบแห่งความสงบ ผสมผสานกับเสียงใบไม้ที่พริ้วปลิวไปตามลมเหมือนที่เคยผ่านมาเฉกเช่นทุก ๆ ปี แต่ทว่า ...

บางสิ่งรอบตัวที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทีละน้อย ทีละน้อย
บางสิ่งที่ไม่อาจหวนคืนมาอีก แต่จะกลายเป็นความทรงจำที่งดงาม
บางสิ่งที่กำลังจะเข้ามาในชีวิต ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตเล็ก ๆ ของข้าพเจ้า

กลิ่นอายชีวิตในสมัยเรียน ตั้งแต่เริ่มเข้ามาเรียนชั้นปีที่หนึ่ง เหมือนเพิ่งจะผ่านไปไม่นานมานี้เอง
ชีวิตที่ไม่จำเป็นต้องมีความรับผิดชอบมากนัก หน้าที่ก็มีเพียงอย่างเดียวคือเรียน เรียนแล้วก็เรียน
หลายปีที่ผ่านมาในรั้วมหาวิทยาลัย ก็ได้พบกับผู้คนมากมาย

บ้างก็เป็นเพื่อนที่รัก เพื่อนสนิท
บ้างก็เป็นเพื่อนมักที่ชัง
บ้างก็ยังอยู่ ยังพบเห็นเป็นประจำ
บ้างก็หายหน้าหายตา ไปพบพร้อม ๆ กับชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปทุกนาที

แต่ทุกคนก็ได้ผ่านไป คนแล้วคนเล่า จนมารู้สึกตัวว่า บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เราก็ต้องไปเหมือนกัน
ไปพบกับโอกาสใหม่ สังคมใหม่ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร เราก็จะต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลง
การเปลี่ยนแปลงที่พร้อมจะทำให้เรามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หรือเลวลงได้พร้อม ๆ กัน
เราต้องตระหนักทุก ๆ นาทีว่า เวลาไม่เคยรอใคร จะต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด จะได้ไม่มารู้สึกเสียใจในภายหลัง
อย่างเลวร้ายที่สุด ถ้าพรุ่งนี้เราตาย หรือมีบางสิ่งที่ทำให้ลมหายใจเราสูญสิ้น ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้บนโลกนี้
ซึ่งนั้นอาจจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ เมื่อไรที่เราประมาท เมื่อไรที่เราเผลอเรอ ใช้ชีวิตด้วยความคึกคะนอง
อย่างน้อยเราก็จะได้รู้ว่า เราทำดีที่สุดแล้ว ขณะที่มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้

ต้นกำเนิด [v]

หลายคนที่รู้จัก และคุ้นเคยกับผม อาจจะมีคำถามในใจว่า [v] คืออะไร ผมมีความเกี่ยวพันอะไรกับสัญลักษณ์นี้ หรือรายการ [v] ของ UBC หรือเปล่า

ไม่เลยครับ ! มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับอะไรเลย มันเป็นเพียงความบังเอิญเท่านั้น ...

ทำไมน่ะหรือ ?

ในช่วงแรกที่ผมรู้จักสัญลักษณ์นี้ [v] เป็นตอนที่ผมเล่น MSN อยู่ โดยในขณะที่คุยกับเพื่อนผ่าน MSN นั้น ผมก็ได้พิมพ์คำว่า "บอล" ตามปกติ เพราะเป็นชื่อเล่นที่ใช้แทนตัวผม

แต่แล้วเรื่องบังเอิญก็เกิดขึ้น เนื่องจากผมไม่ได้กดปุ่มเปลี่ยนภาษา จาก English เป็นภาษาไทย

แล้วพูดคุยผ่าน MSN ตามปกติ โดยผมได้พิมพ์คำว่า -> "บอล" ลงไป

ทันใดนั้นเอง ผมก็ได้สังเกตเห็น คำว่า "บอล" ถูกแทนที่ด้วย "[v]" ซึ่งเป็นเรื่องบังเอิญที่ลงตัว ...

ตั้งแต่นั้นมาผมก็เลยใช้ [v] ในเป็นสัญลักษณ์แทนคำว่า "บอล" จนถึงทุกวันนี้

Sunday, November 20, 2005

วันลอยกระทง

เมื่อวันลอยกระทงที่ผ่านมา เป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะได้ร่วมงานลอยกระทงที่ ม.ขอนแก่น ซึ่งพอได้เวลาแห่ขบวนนางนพมาศ น้องโฟมก็ได้โทรมาชวนให้ไปถ่ายรูปขบวนกับชมรมถ่ายภาพ ซึ่งผมก็ตอบตกลงอย่างไม่รีรอ รีบขับรถมอเตอร์ไซต์กลับหอแล้วนำกล้องดิจิตอลหิ้วไป ณ บริเวณงาน ซึ่งผมกับน้องโฟมก็ได้ถ่ายรูปสาว ๆ ที่ร่วมเดินอยู่ในขบวน และสาว ๆ ที่ร่วมชมขบวนที่อยู่ตามริมฟุตบาทไว้ได้จำนวนหนึ่ง ไม่ต้องบอกก็รู้ ถ่ายแต่คนน่ารักครับ ! ถือคติว่า "ด้านได้ อายอด"

พอตกกลางคืน ไหน ๆ ก็อยู่บริเวณงานแล้ว ก็เลยได้เดินเที่ยวงานกับพวกน้องโฟม น้องโอม น้องรุจน์ และพวกน้อง ๆ อีกหลายคน ซึ่งเท่าที่สังเกต กลุ่มเรานี่เด่นมาก เพราะสาว ๆ มองแต่น้องรุจน์ (วิทยาการ) กันใหญ่ เห็นเค้าว่ากันว่าน้องคนนี้หล่อที่สุดของคณะวิทยาการเลย แหะๆ อันนี้ก็ไม่รู้นะครับ ว่าจริงหรือไม่จริง

หลังจากเที่ยวงานเสร็จ ผม น้องโฟมและน้อง ๆ ก็แยกย้ายกันกลับหอ แล้วเฮียร์กัมก็โทรมาหาชวนไปดื่มเบียร์ร้าน Barcode เจ้าเก่า นั่งดื่มได้ซักพักก็ถึงเวลา 24:00 ซึ่งเป็นเวลาที่จะมีตำรวจมาไล่ปิดร้าน หลังจากเมาได้ที่แล้ว ก็แยกย้ายกันกลับหอนอนหลับฝันดี :)

Harry Potter and The Goblet of Fire !

วันก่อนได้มีโอกาสไปดู Harry Potter ตอนถ้วยอัคนีมา สนุกมาก ๆ เลย ซึ่งผมได้ข่าวมาว่า Harry Potter ตอนถ้วยอัคนีนี้มีรายได้มากกว่าตอนอื่น ๆ ที่เคยถ่ายทำมาทั้งหมด เรื่องราวของตอนนี้ก็มีอยู่ว่ามีการจัดแข่งขันประลองเวทย์ไตรภาคี ซึ่งโรงเรียนเวทย์มนต์ จะส่งตัวแทนมาประลองกันตัวแทนโรงเรียนละ 1 คน เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น ก็เลยมีกติกาว่าห้ามนักเรียนที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปีเข้าประลองเวทย์ ซึ่ง Harry Potter ของเราก็อยู่ในข่ายนั้นด้วย แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ทำให้ Harry น้อยของเรา (แต่เอ๊ะเริ่มเป็นหนุ่มแล้ว) ได้ลงแข่งขันประลองเวทย์ในครั้งนี้ด้วย ซึ่งรวมผู้แข่งขันทั้งหมด 4 คน ซึ่งจริง ๆ การประลองก็ได้ดำเนินไปเรื่อย ๆ จน Harry ได้ถ้วยอัคนีมาอยู่ในมือ โดยหารู้ไม่ว่าถ้วยอัคนีเป็นกุญแจนำทางที่นำพา Harry ไปยังสุสานที่มีลอร์ดวอลเดอร์มอร์รออยู่แล้ว โดยที่จริง ๆ แล้วเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นล้วนเป็นแผนการของลอร์ดโวลเดอร์มอร์ทั้งหมด ซึ่งต้องการเลือดของ Harry เพื่อฟื้นคืนพละกำลังของตน เมื่อลอร์ดโวลเดอร์มอร์ฟื้นพลังสำเร็จ ก็เตรียมจะสังหาร Harry ตายเสีย แต่วิญญาณของพ่อ แม่และเพื่อน ๆ ก็ได้มาช่วยให้ Harry รอดพ้นอันตรายมาได้

Tuesday, November 15, 2005

ตื่นมาก็บ่าย

วันนี้ตื่นสายเลยเนื่องจากเมื่อคืนไปดื่มเบียร์ห้องน้องเวฟกันจนถึงตี 3 เหนื่อยเอาการเลย

เมื่อคืนระหว่างกินเบียร์อยู่ น้องเรียลลิตุ้ยหรือเพื่อนเรียกว่าจิน (น้องตุ้ย) ของเราก็เกิดอาการเมาแล้วป้อสาว (น้องฝนเพื่อนเวฟ)

ก็เลยแซวกันว่าเดี๋ยวจะไปบอกแฟนน้องตุ้ยให้จัดการ เหอ ๆ เบียร์นี่ทำให้คนเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้เชียวเนาะเวลาเมา

ส่วนน้องเป้ เมาแล้ว Tackle ใส่ผมตลอด สงสัยกำลังบ้า NFL อยู่แหง ๆ เหอ ๆ ไม่เคยเห็นน้อง ๆ เมาอย่างนี้ตั้งนานแล้ว

นั่งดื่มไปดื่มมาก็ถึงตีสามกว่า ๆ ก็เลยแยกย้ายกันกลับหอ กลับไปนอน เอวังจบการเขียนบล็อกของวันนี้ด้วยประการละฉะนี้ ...

Monday, November 14, 2005

ตะลุยบางกอก ภาคจบ

ตื่นมาในตอนเช้า รู้สึกว่าตัวเองขยับตัวไม่ค่อยได้ เนื่องจากเมื่อวานเดินมากเกินไป (ร่วม ๆ 10 กม.) หลังจากนั้นก็ไปอาบน้ำ ทำธุระส่วนตัว จากนั้นก็เลยว่าจะนั่งอ่านหนังสือสักพัก ไป ๆ มา ๆ ก็เผลอหลับจนกระทั่งเที่ยง อาเอ้โทรมาบอกว่าจะพาไปดูหอ เลยออกไปหาอาเอ้ แล้วก็เลยนั่งรถไปเรื่อย ๆ

ระหว่างทางอาเอ้บอกว่าลองโทรไปหา Bug เราก็นึกว่าอะไรน๊อคือ Bug อาเอ้บอกว่า Bug เป็นศูนย์ข้อมูลทางโทรศัพท์ โทรถามอะไรก็ได้ เสียนาทีละ 6 บาทผมเลยลองกดดูที่หมายเลข 1113 รอสายสักพักก็มีสาวเสียงใสรับโทรศัพท์แล้วก็ถามว่าเราต้องการทราบข้อมูลอะไร ผมก็เลยบอกไปว่าอยากรู้เบอร์อพาร์ทเมนต์แถว ๆ คลองเตยกับสาธรครับ เค้าก็งงแป๊บนึง แล้วก็บอกว่า "กรุณาถือสายรอสักครู่นะคะ" สักพักหนึ่งเค้าก็ยกสายแล้วบอกว่า "ขอโทษนะคะที่ให้รอนาน" จากนั้นก็บอกหมายเลขอพาร์ตเมนท์พร้อมกับชื่ออพาร์ตเมนท์นั้น ได้สักสองสามที่ ก็เลยลองโทรถามดู ก็ไม่มีห้องเหลือเหมือนเดิม ถ้ามีก็เป็นห้องพัดลมซึ่งผมไม่ต้องการ อยู่ กทม. ร้อนมาก จะหาห้องพัดลมได้ยังไง

ระหว่างนั้นนึกขึ้นได้ว่า Bug โทรถามอะไรก็ได้ หาอะไรก็ได้งั้นหรือ ถ้าอย่างนั้น Bug หาแฟนได้หรือเปล่า ก็เลยถามอาเอ้ดู ก็หัวเราะกันยกใหญ่ กับมุขเดา ๆ ของผม ขณะนั่งรถก็ได้ผ่านถนนหลายสาย แล้วก็มาถึงถนนอังรีดูนัง ซึ่งตอนแรกผมเรียกผิดเป็น "อุรีดูนัง" สับสนกับ "อูราอูตัง" ฮะ ๆ บ้าจิง ๆ นั่นมันชื่อลิงไม่ใช่เหรอ ก็ขำ ๆ อีก เฮ้อท่าจะบ้าแฮะเรา หัวเราะได้ทั้งวัน

พอรถมาถึงสยาม นึกขึ้นได้ว่าแถว ๆ จุฬาน่าจะมีหอพักอยู่ ในใจนึกอยู่ ถ้าได้อยู่แถว ๆ นี้จะได้ดูสาว ๆ น่ารัก ๆ เป็นแน่แท้ ขับรถวนแถว ถ.บรรทัดทองอยู่นาน ไปเห็นโครงการ U-Center คล้าย ๆ กับของขอนแก่นเรานี่แหละ เป็นร้านเสื้อผ้า ร้านนม แล้วก็มีหอพักอยู่ชั้นสอง คิดว่าจะเช่าได้ แต่พอไปถามที่ Office เค้าก็บอกว่าเฉพาะนิสิตจุฬาคร้าบบบบบ ก็เลยหน้าแตกออกมา จากนั้นจึงตัดสินใจกลับไปหอที่ดูไว้เมื่อวานนี้ โดยฉงนค่าเช่าอยู่ที่ 4900 B/M ซึ่งนับว่าแพงพอสมควร แต่ที่ถาม ๆ มาไม่ห้องเต็ม ก็ราคาพอๆ กัน แต่อาจจะเล็กกว่าด้วย ดังนั้นจึงตกลงว่าจะเช่าโดยวางเงินมัดจำไว้ 1000 B แล้วบอกเค้าว่าจะมาอยู่ปลายเดือนนี้ ซึ่งหอนี้ก็ดีอยู่ใกล้ BTS มากประมาณ 300 เมตร แล้วก็อยู่ติดกับโรงหนังเปิดใหม่ แต่จำชื่อไม่ได้ (ไว้จำได้จะมาบอกละกัน)

จากนั้นก็ให้อาเอ้ไปส่งที่มาบุญครองซึ่งนัดเพื่อนไว้เวลา 4 โมงเย็น พอถึงที่สยามแล้ว ก็บอกขอบคุณอาเอ้แล้วบอกว่าไว้เจอกันใหม่คร้าบเดือนหน้า ฝนตกปรอย ๆ ในตอนนั้น ผมก็เลยจ้ำเดินๆ ไปขึ้นสะพานลอยที่ข้ามไปมาบุญครอง แล้วเหลือบไปมองนาฬิกาดูยังไม่ถึงเวลานัด ก็เลยไปเดินเล่นใน MBK แล้วก็ได้เสื้อมา 4 (ตัวเสื้อโปโล 2 ตัวกับเสื้อยืดคอกลมอีก 2 ตัว) ไม่ได้ซื้อนานเลยซื้อซะเยอะเลย

หลังจากนั้นก็ถึงเวลานัด เลยไปหาที่นั่งคุยกันซักหน่อย ตอนแรกว่าจะไปนั่งชิม Star Buck Coffee แต่พอไปถึงร้านคนเต็มเลยเปลี่ยนไปนั่งดื่มกาแฟที่ร้าน Coffee World แทน ซึ่งชงไม่ค่อยเข้มข้นมากนัก สู้กาแฟคณะมนุษย์ มข.มะได้ ราคาก็แพงตั้ง 60 บาท กินได้สักครึ่งชั่วโมงไม่รู้จะทำอะไรก็เลยไปดูหนังกัน

ไปถึงหน้าโรงหนังก็ดูโปรแกรมหนังว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งก็มีหลายเรื่อง ดูเกือบหมดแล้ว เลยตกลงกันไปดูหนัง Animation เรื่อง Corpse Bride ชื่อไทยว่าเจ้าสาวศพสวย หลังจากนั้นก็ซื้อตั๋ว พอซื้อตั๋วเสร็จก็ไปยืนรอหน้าโรงหนังได้สัก 10 นาทีแล้วพอถึงเวลาก็เข้าโรง (จอใหญ่กว่าขอนแก่นเยอะ) หลังจากดูหนังจบแล้ว ก็คิดว่าเรื่องนี้ภาพสวยดี แต่เนื้อเรื่องธรรมดา แต่โรงหนัง MBK ในเครือ SF เนี้ย ทำดีจริง ๆ ไม่มีเสียงหายหรือภาพขาดเหมือนโรงหนังที่ Fariy ขอนแก่นเลย

ดูหนังจบแล้ว ก็เลยไปหาข้าวกินกันที่ก๋วยเตี๋ยวท่าสยาม ก็เลยลองสั่งข้าวผัดกระเทียมหมูย่างมา (เหอ ๆ ไปร้านก๋วยเตี๋ยวแต่สั่งข้าวผัดซะงั้น) ก็อร่อยดีแต่เสียดายแพงไปหน่อยจานละ 59 บาท ทานไปสักพักเหลือบไปมองนาฬิกาพบว่าใกล้จะหนึ่งทุ่มแล้ว ซึ่งเราต้องไปขึ้นรถที่ศูนย์นครชัยแอร์ตอน 20:30 เลยแยกย้ายกับเพื่อนไปขึ้นรถไฟฟ้าแล้วก็ต่อรถ Taxi ไปที่หมอชิต

หลังจากนั้นก็ขึ้นรถแล้วก็ได้ทานข้าวกล่องอีก (อ้วนอีกแล้วเรา) ระหว่างทางรถทัวร์ได้เปิดหนังเรื่อง "มหาวิทยาลัยเหมืองแร่" ให้ดูอีกครั้ง (ครั้งแรกไปดูกับพี่เฉินมา) เรื่องนี้เป็นหนังที่ดีมาก แต่ทำยังไงก็ไม่รู้ขาดทุนจ้อย ได้ดูอีกทีก็สนุกเหมือนเดิม จากนั้นดูหนังจบก็นอนหลับ จนมาถึงขอนแก่น ...

ตะลุยบางกอก ภาคแรก

ขณะเตรียมความพร้อม จัดข้าวจัดของเพื่อเดินทางไปกรุงเทพฯ รอเวลาให้เข็มนาฬิกาชี้ไปที่เวลา 23:00 เมื่อถึงเวลาก็ให้น้องชายไปส่งทีสถานีรถปรับอากาศ จ.ขอนแก่น เพื่อที่จะรอขึ้นรถทัวร์ นครชัยแอร์ เวลา 23:50 ขณะนั่งรอเวลาอยู่นั้นได้เหลือบไปเห็นชาวเกาหลีคนหนึ่ง (ซึ่งตอนนั้นไม่คิดว่าจะได้นั่งติดกัน ) มานั่งรอรถกับเพื่อนชาวไทย (ใครก็ไม่รู้) แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร

เมื่อถึงเวลาขึ้นรถ อะจ๊ากกกก... คนเกาหลีคนนั้นมานั่งใกล้กัน เราจะทำอย่างไรเนี้ย English ก็พูดไม่ค่อยคล่อง เกาหลีเนี้ยยิ่งตายสนิท นั่งนิ่งอยู่พักใหญ่ ก็เลยลองทักทายดูเป็นภาษาปะกิต แต่แล้วโชคก็เข้าข้าง เค้าพูดภาษาไทยได้ด้วยแฮะ ก็เลยคุยกันสักสองสามประโยค

ผม -> "สวัสดีครับ ยินดีที่ได้รู้จัก"
ชาวเกาหลี -> "สวัสดีครับ" (สำเนียงแปลก ๆ)
ผม -> "ยินดีที่ได้รู้จักคับ"

แล้วผมก็เลยบอกเค้าไปว่า
ผม -> "พูดภาษาไทยชัดจังเลย"ชาวเกาหลี -> "ได้นิดโหน่ย แต่ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง"

อ่าวเหงื่อก็เริ่มแตกสิครับ "ได้นิดโหน่ย แต่ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง" (โชคเริ่มไม่เข้าข้างซะแล้ว) หลังจากนั้นก็ได้คุยแต่ภาษาปะกิต เลย ผมก็ฟุต ฟิต ฟอ ไฟไปตามประสา ก็เลยได้ใจความมาว่าเค้ามาทำธุระที่ขอนแก่น ทำงานอยู่ที่ กทม. เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ (เค้าพูดภาษาอังกฤษคล่องมากเลย) เราก็เลยบอกเค้าไปว่าเราจะไปหาอพาร์ทเมนต์ที่ กทม. เพราะเดือนหน้าจะไปทำงาน เค้าก็เลยแนะนำว่าที่แถวรัชดามีที่พักอยู่ ซึ่งเค้าก็พักแถวนั้น คุยกันได้สักพักรถทัวร์ก็ปิดไฟ นั่งเล่นไปเล่นมาก็เผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้...

พอตื่นขึ้นมาเพราะเสียงเพลงที่เปิดในรถ มองออกไปนอกหน้าต่างสังเกตเห็น Future รังสิต ก็เลยรู้ว่าตอนนี้เราอยู่ กทม. แล้วนะ หลังจากนั้นนั่งสักพักบริกรบนรถก็เปิดเสียง "ติ๊งหน่อง" แล้วก็ท่องบรรยายตามบทพูดของบริษัท หลังจากนั้นไม่นานรถทัวร์ก็ได้เดินทางไปถึงสถานีหมอชิต ซึ่งพอลงจากรถแล้วก็ว่าจะแวะไปหาเพื่อนที่ อนุสาวรีย์ไชย เลยคิดดูว่าจะไปยังไง ให้เสียค่าเดินทางน้อยที่สุด เดินไปสักพัก เห็นวินมอไซต์ เขียนว่า 30 บาทไป BTS เห็นว่าไม่คุ้ม ไป BTS (แค่เนี้ยเสียตั้ง 30 บาท ) ก็เลยลองเดินไปสักแป๊บ เห็นป้ายบอกทางไปขึ้นรถเมล์ ก็เลยเดินไปตามทางไป
เรื่อย ๆ แล้วก็ได้ขึ้นรถเมล์ 20 บาทถึงอนุสาวรีย์เลย

พอถึงที่พักก็อาบน้ำแต่งตัว ซึ่งขณะนั้นก็เกือบ ๆ 2 โมงเช้าแล้ว พอทำธุระส่วนตัวเรียบร้อยก็เลยออกเดินทางไปหาที่พัก สถานที่แรกที่ไปก็ไปดูแถว ถ.เพชรบุรี ที่อยู่แถวราชเทวี เดินไปเดินมาจนเหงื่อแตกโซก ได้มาคำตอบเดียวคือ "เต็มแล้วครับ/ค่ะ" ชักหงุดหงิดแฮะ เดินไปเดินมาก็ไม่ได้ซักที จนเดินมาถึงสยาม ก็เลยตัดสินใจไปดู Office ก่อนละกัน ก็เลยขึ้นรถไฟฟ้าไปลงสีลมแล้วก็ถาม ๆ เค้าว่าตึก "อื้อจื่อเหลียง" ไปทางไหน ก็เดินหาดูซักพัก ก็พบ Office จนได้ พอพบแล้วก็ลองกะดูว่าจาก BTS ถึง Office นั้นไกลแค่ไหน ก็ลองกะ ๆ ดูได้ประมาณ 500 m

หลังจากนั้นก็ไปหาหอพักแถวรัชดาซอย 3 ก็หาอยู่ที่สองที่ก็ยังไมถูกใจ พอดีหอแรกที่เข้าไปถาม มันอยู่ตรงบันได ก็เลยคิดว่าไม่น่าจะดีเพราะมันเสียงดัง เลยเดินหาดูอีกซักพัก ก็ยังได้คำตอบเดียวกันว่า "เต็มแล้วครับ/ค่ะ" เฮ้อ ชักไม่ไหวแฮะ หอเต็มหมดเลย เนี้ยก็ฝนใกล้ตกแล้ว เอางี้ละกัน ก็เลยคิดว่ากลับหอก่อนดีกว่ารอให้ฝนหยุดแล้วออกมาหาใหม่แล้วกัน

พอฝนเริ่มหยุดก็เลยลองออกมาหาหอแถวถนนรางน้ำ ซึ่งถนนนั้นมีประมาณ 10 กว่าแห่งแต่ก็เต็มเกือบหมด เจอหอสุดท้ายสอบถามดูเห็นว่างอยู่ห้องหนึ่ง 4900 บาท/เดือน ห้องใหญ่พอสมควร จึงขอนามบัตร เอาไปตัดสินใจอยู่คืนหนึ่ง เพราะเทียบ ๆ แล้วรู้สึกแพงมากถ้าเทียบกับขอนแก่น แล้วก็เลยเดินไปหาหอในซอยแถวสนามเป้า ก็ยังไม่เจอหัองว่างซักที จากนั้นก็พาเพื่อนไปทานข้าวแล้วกลับที่พัก พรุ่งนี้เช้าค่อยหาใหม่ แต่หาไปทั้งวันปวดขาหมด เจออยู่หอเดียวชักท้อ ๆ แล้วสิ ทำไม กทม. คนอยู่เยอะจังน๊อ ...

Thursday, November 10, 2005

Everyday life

วันนี้ได้มีโอกาสไปเดินดูงานหนังสือที่ Complex ม.ขอนแก่น ซึ่งปีนี้ถือว่าเงียบเหงาพอสมควร ร้านหนังสือที่มาออกบูธก็น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด หลังจากเดินดูสักพักก็ไปเจอหนังสือสองเล่มที่น่าสนใจ มีเนื้อหาเกี่ยวกับเศรษฐิกิจและการเมือง ก็เลยซื้อมาอ่านเพื่อเพิ่มความรู้ในสมอง เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงที่น่าจับตาของเศรษฐกิจและการเมืองของไทยว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

โดยเล่มแรกเป็นงานเขียนของ พระธรรมปิฎก ศ.นายแพทย์ประเวศ วะสี ร่วมกับ ดร.เอกวิทย์ ณ ถลาง ชื่อเรื่องว่า "หนทางฝ่าวิกฤติชาติ และทางรอดของสังคมไทย" มีเนื้อหาเกี่ยวกับต้นเหตุของวิกฤติเศรษฐกิจในโลกปัจจุบัน และวิธีการแก้ปัญหาโดยยกตัวอย่างเศรษฐกิจพอเพียง

เล่มที่สองชื่อเรื่องว่า "3 ทศวรรษ 14 ตุลา กับประชาธิปไตยไทย" ซึ่งเป็นหนังสือของโครงการ "บรรยายสาธารณะ-ตลาดวิชา-มหาวิทยาลัยประชาชน" เป็นที่ระลึกของการครบรอบ 3 ทศวรรษ เหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยในวันที่ 14 ตุลา

ซึ่งเนื้อหาและรายละเอียดของหนังสือสองเล่มจะเป็นอย่างไรนั้น ขอเวลาผมอ่านแล้วจะนำมาสรุปให้อ่านกันในวันหลัง

พรุ่งนี้ว่าจะเข้า กทม. ไปหาที่พักไว้อาศัยเวลาทำงาน เพราะในเดือนหน้าก็ต้องเริ่มทำงานแล้ว ก็ว่าจะเข้าไปซักสองวัน ไปคืนวันศุกร์ กลับขอนแก่นคืนวันอาทิตย์ ก็ว่าจะแวะไปหาเพื่อน และเตรียมความพร้อมสำหรับการทำงาน

Wednesday, November 09, 2005

สหพันธ์เบียร์ CoE

มองไปมองมาเวลาตี 1 พอดี ... อ้าว ! ข้ามวันแล้วเหรอเนี้ย วันนี้ตอนบ่ายจะต้องเตรียมโปรแกรม Norton Ghost และตัวโปรแกรม PHP Forum เอาไปสอนอาตู่ที่ห้องวิจัย 4 คณะเทคนิคการแพทย์ จะได้รีบ ๆ เคลียร์งานนี้ให้เสร็จซักทีก่อนไปกรุงเทพฯ ไปแล้วจะได้หายห่วง

เมื่อวานเข้าเวบ DotA Allstars แล้วก็ไปดูในส่วนของ Download แล้วก็พบว่ามี Maps เวอร์ชั่นใหม่ออกอีกแล้วล่าสุดของวันนี้ก็ V6.22 ซึ่งนับจากเวอร์ชั่นแรกที่เริ่มเล่น (เริ่มเล่นตั้งแต่ V5.84c) ก็รวม ๆ 5-6 เดือนมาแล้ว เกมส์อะไรก็ไม่รู้ เล่นได้เล่นดี เล่นกันทุกวัน เหอ ๆ ก็เกมส์มันสนุกนี่เนาะ แต่เกมส์นี้ก็ยกให้เชษฐ์เป็นตำนาน Beyond Godlike จนทำให้น้องลูกกอล์ฟ (นารถ) ของเรากินไม่ได้นอนไม่หลับไปนานเลยทีเดียว แต่ถ้าตำนานเกี่ยวกับเรื่องฮา ๆ ก็ต้องยกให้น้องเป้ (Bugpae) เรานี่แหละ พูดอะไรก็เป็นขำไปหมดสงสัยติดชิพ Hyper ไว้ (อิอิ)

หลังจากนั้นลองเข้า Blog น้อง ๆ ดูก็พบว่าตอนนี้น้องแบต (เลขานุการ) ของสหพันธ์เบียร์ CoE ก็ได้เริ่มเขียน Blog กะเค้าบ้างและ ตอนนี้ถ้านับแต่ผู้บริหารก็เหลือแต่ท่านประธานคนเดียวที่ยังไม่มี Blog ซึ่ง Blog ของสมาชิกก็สามารถ List ได้ดังนี้

รายชื่อผู้บริหารสหพันธ์เบียร์ CoE
1) น้องเวฟ -> คนนี้ประธาน ยังไม่มี Blog ได้ฉายาว่า เวฟจอม Mod (อิอิ เพิ่งตั้งให้ตะกี้แหละ)
2) ตัวผมเอง -> แก่สุดเลยโดนยกให้เป็นที่ปรึกษาอาวุโส
http://atthakorn.blogspot.com
3) น้องอาร์ม -> สุดหล่อนักกีฬาของเราเป็นรองประธาน และได้ยอมเสียสละยอมเป็นด่านหน้า (6 เดนตายของพวกเรานั่นเอง)
http://tjarmer.blogspot.com
4) น้องแบ็ต -> เลขาของเรานั่นเอง นิ่ง ๆ แต่สุขม เอไงหว่า :) มีเรื่องราวน่าสนใจในมุมมองอีกแบบหนึ่ง มี Blog ให้ไปเยี่ยมชมได้นะคับ
http://kajeaw.blogspot.com
5) และคนสุดท้ายน้อง(บัก)เป้ -> คนนี้เพิ่งตั้งเป็นโฆษกประจำกลุ่มไม่นานนี้เอง ตั้งแต่วันรับน้องภาค ขอรับรองว่าคนนี้เป็นผู้ชายที่ฮาสุด ๆ
http://bugpae.blogspot.com

วันนี้แค่นี้ก่อนละกันไว้วันหลังจะมีตำนานหลายบทมาเล่าให้ฟังอีกเยอะ (มันเยอะ มันเยอะ อ้างอิงมากจากรองประธาน) ...

Sunday, November 06, 2005

Lord of War

พอดีวันนี้ไม่ได้เจอพี่เฉินนานก็เลยนัดกันไปทานข้าวกันหน่อย ก็เลยคิดว่าจะไปทานแหนมเนืองกัน ซึ่งไม่ได้ทานด้วยกันกันมานานแล้ว จากนั้นก็ไปดูหนังเรื่อง Lord of War มา ซึ่งตอนแรกคิดว่าเป็นหนัง Action ยิงกันกระหน่ำแต่กลับกลายเป็นว่า Lord of War เป็นหนังแนวเสียดสีสังคมยุคปัจจุบัน ให้แง่คิดในหลาย ๆ ด้าน เนื้อเรื่องของหนังอ้างอิงมาจากเรื่องจริง ทำให้การดำเนินเรื่องของหนังมีความน่าสนใจมาก ๆ ซึ่งในเรื่องนี้ นิโคลัส เคจ เป็นคนนำแสดงเป็นผู้ค้าอาวุธสงคราม ให้แก่ผู้นำประเทศต่าง ๆ โดยรายได้มาจากเงินเลือด ซึ่งหมายความว่าเงินที่ได้จากการค้าอาวุธ แล้วอาวุธเหล่านั้นได้ถูกนำไปเข่นฆ่าผู้คน จนสุดท้ายตัวเอกของเราก็แพ้ภัยตัวเอง โดยอาวุธที่ตัวเอกเรานำไปค้าขายนั้นกลับมาทำร้ายน้องชายแท้ ๆ ของตัวเองจนเสียชีวิต ลูกและเมียก็ตีจากไป แต่มีแง่คิดเสริมอีกอย่างหนึ่งในเรื่องตอนที่ตัวเอกเราจีบนางแบบสาวในเรื่อง โดยในช่วงแรกพระเอกเรารู้จักนางเอกสาวอยู่ข้างเดียว แต่เขาก็สร้างโอกาสที่จะได้พบนางเอกจนได้แต่งงานกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า โอกาสไม่ใช่แค่สิ่งที่เราสังเกตเห็นรอบ ๆ ตัวเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่เราสามารถสร้างได้เอง และสามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้

Saturday, November 05, 2005

วันธรรมดาอีกวันหนึ่ง

วันนี้ตื่นขึ้นมาก็ตอนเที่ยงแล้ว ก็ไม่มีอะไรมากมาย วันนี้ก็เป็นวันธรรมดาอีกวันหนึ่ง นึกขึ้นได้ว่าวันนี้น้อง ๆ จะเข้าสอบสัมภาษณ์เข้าทำงานของบริษัท CSI ก็เลยโทรไปหาน้องเชษฐ์ แล้วก็ได้พากันไปทานข้าวกันที่เจ๊พร แล้วก็พูดคุยกันเกี่ยวกับข้อสอบนิดหน่อย แล้วก็แยกย้ายกันไป เราไป E-Saan Software Park เพื่อเตรียมตัวไปสอนคุณหมอที่คณะเทคนิคการแพทย์เกี่ยวกับการติดตั้ง DHCP และ FTP ของ Windows 2003 Server ส่วนเชษฐ์ก็ไปเตรียมตัวสอบสัมภาษณ์ที่ตึกหลอด เราก็รอลุ้นน้อง ๆ กันตามระเบียบ ก็มีน้องเชษฐ์ น้องเต็ก และน้องเลิฟได้เข้าสัมภาษณ์กัน

พอยามเย็นเชษฐ เลิฟก็เดินมาแล้วก็บอกว่าสอบไม่ผ่าน ก็เลยเซ็งกันใหญ่ เชษฐ์เลยคิดว่าจะมาตั้งบริษัทเองชื่อว่า Ori Colony Co., Ltd. ฮะ ๆ ฮากันตามระเบียบ สงสัยจะเป็นบริษัทขายหนังแผ่น (รู้ ๆ กัน) จากนั้นก็พากันไปทานข้าวที่กังสดาลแล้วก็กลับมาเล่น DotA ที่ Software park แล้วก็แพ้รวด ฮะ ๆ ๆ แต่ไม่เป็นไร เกมส์ก็คือเกมส์

วันนี้อ่านข่าวไปเจอข่าวเกมส์มาริโอบรอส ก็เลยเอารูปมาฝากเผื่อคิดถึงกัน เพราะเกมส์นี้รับประกันได้ทุกคนรุ่นราวเดียวกับเราน่าจะเคยได้เล่น เกมส์นี้เราจะทำหน้าที่บังคับตัวมาริโอให้เดินโหม่งศัตรูให้หมดฉากแล้วก็จะผ่านด่าน ความยากก็คือ ตัวศัตรูบางตัวจะมีความเร็วเพิ่มขึ้น สามารถกระโดดได้ ทำให้จังหวะที่เรากระโดดโหม่งอาจผิดพลาดได้ เฮ้อเห็นแล้วก็คิดถึงตอนเด็ก ๆ ตื่นเช้ามาไปโรงเรียน เล่นเกมส์ไปวัน ๆ ไม่มีหน้าที่ความรับผิดชอบมาก แต่ตอนนี้ถึงเวลาที่เราต้องทำงานแล้ว มีหน้าที่รับผิดชอบมากขึ้น แต่ไม่เป็นไร ทำงานจะได้ไม่เหงา มีเงินใช้ จะได้พาคุณแม่ไปเที่ยว อยากกลับบ้านจังเลย แต่งานที่ขอนแก่นยังไม่เสร็จเลยไม่ได้กลับ ไว้เดี๋ยวงานเสร็จก่อน ก็จะได้กลับบ้านแล้ว :)

Friday, November 04, 2005

สร้าง VPN ด้วย Hamachi

วิธีการทำ VPN อย่างง่ายด้วยโปรแกรม Hamachi ซึ่งเป็น Freeware ที่ใช้ในการจำลองเครือข่ายภายใน (Local area) ผ่านระบบอินเตอร์เนท ใช้งานง่ายไม่จำเป็นต้องทำการกำหนด Configuration ใด ๆ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการ Share file หรือเล่นเกมส์ที่เล่นกันในวงแลนได้ (Play Lan game) ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้จากเวบไซต์ข้างล่างนี้

http://www.hamachi.cc/download

หลังจากดาวน์โหลดโปรแกรมแล้วให้เราทำการติดตั้งโดยการคลิ๊กที่ไฟล์ติดตั้งแล้วให้ทำตามขั้นตอนการติดตั้งจนเสร็จ














เมื่อลงเสร็จแล้วให้เปิดโปรแกรมขึ้นมาแล้วโปรแกรมจะถามให้เราสร้าง Account ที่เราใช้ในการ Login โดยให้เขียน Username ลงไปแล้วกดปุ่ม Create



















จากนั้นเราโปรแกรมจะแสดงให้เราว่าออนไลน์อยู่โดยจะมีหมายเลข IP ที่ใช้เป็น 5.0.0.50 ซึ่งหมายเลขนี้จะเปลี่ยนไปตาม Account ของแต่ละคน


















ถ้าเป็นกรณีที่ใช้ครั้งแรกเราจำเป็นต้องสร้างเครือข่าย (Network) เพื่อใช้เป็นเครือข่ายของเราก่อนโดยการเลือกคำสั่ง Create new network
















ถ้าสมมติเรามีเครือข่ายที่เคยสร้างไว้แล้วก็ให้เลือก Joint existing network เพื่อใช้งานเครือข่าย VPN















เมื่อเราทำทุกขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว เราก็สามารถเริ่มต้นใช้งาน VPN ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการเล่นเกมส์ (Lan game) การแชร์ไฟล์ได้สารพัด โดยความเร็วที่ได้จะขึ้นอยู่กับความเร็วของ Internet ที่เราใช้เชื่อมต่ออยู่ขณะนั้น

Thursday, November 03, 2005

ได้รับปริญญาพร้อมเพื่อนแล้ว

หุ ๆ หลังจากลุ้นมานานว่าจะได้รับปริญญาพร้อมเพื่อน ๆ รุ่น COE#11 หรือเปล่า ในที่สุดชื่อก็ขึ้นเวบไซต์ของสำนักทะเบียน วันนี้เลยได้โอกาสไปขึ้นทะเบียนบัณฑิต, ขอใบ Transcript และใบรับรองการศึกษา หมดไป 920 บาท แต่ไม่เป็นไรยังไงก็ได้เป็นบัณฑิตแล้ว เสียเท่าไหร่ก็ยอม หลังจากจ่ายเงินเสร็จก็เข้าไปดูรายชื่อคนจบการศึกษาปรากฏว่าชื่อก็ขึ้นเวบทันที แปลกใจจังทำไมเวลาจ่ายตังค์ทำอะไรแล้วมันรวดเร็วดีจัง แต่เวลาไม่จ่ายตังค์มันน๊าน นาน ...

VPN คืออะไร

VPN ย่อมาจาก Virtual Private Network เป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่อเครือข่ายนอกอาคาร (WAN - Wide Area Netwok) ที่กำลังเป็นที่น่าสนใจและเริ่มนำไปใช้ในหน่วยงานที่มีหลายสาขา หรือ มีสำนักงานกระจัดกระจายอยู่ในหลายภูมิภาค ในระบบ VPN การเชื่อมต่อระหว่างสำนักงานโดยใช้เครือข่าย อินเตอร์เนต แทนการต่อเชื่อมด้วย Leased line หรือ Frame Relay










PN : Private network คือเครือข่ายภายในของแต่ละบริษัท (Public Network คือเครือข่าย สาธารณะเช่น Internet) Private network เกิดจากการที่บริษัทต้องการเชื่อมเครืข่ายของแต่ละสาขา สำนักงาน เข้าด้วยกัน (กรณีพวกที่เชื่อมต่อด้วย TCP / IP เลขที่ IP ก็จะกำหนดเป็น 10.xxx.xxx.xxx หรือ 192.168.xxx.xxx หรือ 172.16.xxx.xxx) ในสมัยก่อนจะทำการเชื่อมต่อด้วย leased line หลังจากที่เกิดการเติบโตของการใช้งาน Internet และการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง การปรับปรุงในเรื่อง ความเร็วของการเชื่อมต่อ ทำให้เกิดแนวคิดในการแทนที่ leased line หรือ Frame Relay ซึ่งมีราคาแพงด้วย Internet ที่มีราคาถูกกว่า แล้วตั้งชื่อ Virtual Private Network

โดย VPN แบ่งตามวิธีการใช้งานได้ 2 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ
1) Remote Access ใช้ในกรณีที่ต้องการใช้งานเครือข่ายภายในองค์กร เมื่ออยู่นอกสถานที่โดยใช้งานผ่านโปรแกรมพวก VPN Client
2) Lan-to-Lan เป็นการประยุกต์ใช้เมื่อเราต้องการเชื่อมเครือข่ายภายใน (Local area) สองตัวขึ้นไป ที่อยู่ในสถานที่ต่าง ๆ กัน ผ่านระบบ Internet ให้เสมือนเครือข่ายทั้งสองเป็นเครือข่ายเดียวกัน โดยเครือข่ายทั้งสองจะต้องมี Server ที่ทำการเชื่อมต่อกับ Public internet และมีการติดตั้งโปรแกรม VPN Server/Gateway

โปรโตคอลของ VPN (VPN Protocol) ได้แก่
1) Point - to - Point Tunneling Protocol (PPTP) : เป็นเสปกที่พัฒนาขึ้นโดยไมโครซอฟท์ โดยเป็นโปรโตคอลที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการของไมโครซอฟท์
2) Layer Two Tunneling Protocol (L2TP) : พัฒนาขึ้นโดย CISCO ผู้ผลิตอุปกรณ์เนตเวอร์ครายใหญ่Internet Protocol Security (IPsec) เป็นกลุ่มของโปรโตคอลหลายโปรโตคอล
3) IPsec สามารถใช้เป็น VPN protocol เองได้ หรือสามารถทำงานเป็นส่วนหนึ่งของโปรโตคอลอื่น เช่น PPTPL2TP ในเรื่องการเข้ารหัสข้อมูล

ข้อดีของ VPN
1) ลดค่าใช้จ่ายจากการศึกษาของ IDC พบว่า VPN สามารถลดค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่อแบบ WAN ได้ราว 40 %
2) ความยืดหยุ่นสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีการทำ Remote Access ให้ผู้ใช้ติดต่อเข้ามาใช้งานเครือข่าย จากนอกสถานที่

ข้อเสียของ VPN
1) VPN ทำงานอยู่บน Internet ซึ่งความเร็ว และการเข้าถึง และคุณภาพ (speed and access) เป็นเรื่องเหนือการควบคุมของผู้ดูแลเครือข่าย 2) VPN technologies ต่างกันตามผู้ขายแต่ละรายยังไม่มีมาตรฐานที่ใช้ร่วมกันอย่างแพร่หลายมากนัก ต้องมีการพัฒนาเพื่อรองรับโปรโตคอลอื่นนอกจากโปรโตคอลที่อยู่บนพื้นฐานของ IP

Wednesday, November 02, 2005

วิธี Backup ภาพ Emoticon ของ MSN

หลายคนอาจจะสงสัยวิธี Backup ภาพ Emoticon สวย ๆ ที่เรา Add มาจากเพื่อน ซึ่งไม่รู้ว่ารูปมันถูกเก็บไว้ที่ไหนของเครื่อง ซึ่งเวลาเราลง Windows ใหม่ จะได้เอารูปที่ Backup ไว้มาใส่ใน Msn เราคืน ซึ่งเราสามารถทำได้โดยการใช้โปรแกรม Emoticon & Display Backup Wizard ซึ่งดาวโหลดได้จากลิ๊งค์ข้างล่างนี้

Dowload -> Emoticon & Display Backup Wizard

ซึ่งโปรแกรมใช้งานง่ายมาก โดยการใส่ชื่ออีเมล์ลงไปแล้วเลือกสิ่งที่ต้องการ Backup แล้วก็กด Backup ได้เลย ...

Tuesday, November 01, 2005

ได้งานที่ Reuters แล้ววันนี้

เมื่อวาน Reuters มารับสมัครงานที่ขอนแก่น ก็เลยไปสมัครกับเค้าด้วย ให้ทำข้อสอบวัดความรู้มีสองชุดให้เลือกระหว่าง Software Engineer กับ Test Engineer ก็เลยเลือกสอบเป็น Software Engineer หรือที่เรียกว่า Developer ข้อสอบก็ทำให้ตาลายพอสมควรเพราะให้หาผลรัน แต่ก็พอทำได้ แล้วก็สอบผ่านข้อเขียนมาสอบสัมภาษณ์วันนี้ เหอ ๆ สัมภาษณ์สนุกมาก พี่เค้าคุยสนุกสนานเป็นกันเอง มีคุยเป็นภาษาอังกฤษด้วย เลยได้ฟุตฟิตฟอไฟกันใหญ่ อันไหนพูดไม่ได้ก็แทรกภาษาไทยเลย ฮามาก

พอสัมภาษณ์เสร็จก็ลุ้นตัวโก่งว่าจะได้หรือเปล่า เพราะอยากทำที่นี่จริง ๆ เนื่องจากโอกาสก้าวหน้าสูง (ตามความคิดตัวเองนะ) พอถึงเวลา 3 ทุ่มกว่า ๆ พี่เค้าก็โทรศัพท์มาหาแล้วก็บอกว่าสัมภาษณ์ผ่านให้ไปเซ็นสัญญาพรุ่งนี้ 9 โมง เดี๋ยวไปฉลองกับน้อง ๆ ก่อนแล้วพรุ่งนี้จะมาเขียนใหม่ ...